บทที่1
บทนำ
อาหารมากประโยชน์ที่คนสมัยก่อนกินเล่นเพื่อช่วยเสริมระบบย่อย ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น อย่างข้าวหมาก ก็เป็นอาหารที่คนสมัยใหม่แทบไม่รู้จัก ทั้งที่ข้าวหมากเป็นอาหารที่คนโบราณคิดค้นกระบวนการหมักจนได้แบคทีเรียและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หรือโปรไบโอติก ที่นมเปรี้ยวในปัจจุบันนำมาเป็นจุดขาย แต่ข้าวหมากมีประโยชน์มากกว่า เพราะไม่ใช่แค่โปรไบโอติก ยังช่วยให้ร่างกายผลิตกรดอินทรีย์ช่วยในการขับถ่าย ทำให้กระดูกและเม็ดเลือดแข็งแรง ปรับความสมดุลให้กับแบคทีเรียในร่างกาย ช่วยให้การเผาผลาญปกติ และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกำจัดสารก่อมะเร็ง กำจัดไวรัส ลดอาการอักเสบ แก้ท้องเสีย โรคกระเพาะอาหาร โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภูมิแพ้ โรคตับอักเสบ โรคตับ แผลสด แผลพุพอง แผลเน่าเปื่อย และยังอุดมไปด้วยธาตุสังกะสี ช่วยบำรุงเลือด ทำให้ผิวพรรณสดใส ไม่เป็นสิวฝ้า ด้วยเหตุนี้คณะผู้จัดทำโครงงานนี้เพื่อให้ทุกคนได้ทราบถึงประโยชน์ของข้าวหมาก
จุดมุ่งหมายของโครงงาน
1.เพื่อทราบประโยชน์ของลูกแป้ง
2.เพื่อหาอัตราส่วนของลูกแป้ง
3.เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือ ฝึกการคิดวิเคราะห์
4.เพื่อฝึกการทำงานเป็นหมู่คณะ
สมมติฐาน
อัตราส่วนของลูกแป้งปริมาณ......................
ประโยชน์ที่ได้รับ
1.ได้รับความรู้จากการทำข้าวหมาก
2.ฝึกฝนความอดทน
3.การทำงานเป็นกลุ่ม
4.ความสามัคคีในหมู่คณะ
บทที่ 2
เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ข้าวเหนียวอังกฤษ : Glutinous rice ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oryza sativa var. glutinosa
ข้าวเหนียวเป็นที่นิยมบริโภคอย่างกว้างขวางในประเทศ และเป็นอาหารหลักของประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ นอกจากการบริโภคโดยตรงแล้วยังมีการนำข้าวเหนียวมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตสุราพื้นเมือง การผลิตแป้งข้าวเหนียวเพื่ออุตสาหกรรมอาหารและขนมขบเคี้ยว
การค้นพบ : อาจารย์ สุรัตน์ จงดา สันนิฐานว่า ข้าวยุคแรกที่มนุษย์กิน คือพันธุ์ ข้าวเหนียว หลักฐานที่เราค้นพบ เมล็ดข้าวหรือข้าวเปลือก ที่ถ้ำปงคง จ. แม่ฮ่องสอน 5,500 ปี และที่บ้านเชียง การค้นพบเมล็ดข้าวที่บ้านเชียง 3,000-4,000 ปี เป็นข้าวเมล็ดปล้อง สันนิฐานว่าอยู่ในตระกูลข้าวเหนียว ข้าวเจ้าสันนิฐานว่า ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย โดยศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ เพราะมีพ่อค้าจากอินเดีย ล่องเรือเข้ามาในสุวรรณภูมิ ก็นำเมล็ดข้าวเหล่านี้เข้ามาด้วย และคนในวรรณะสูงปลูกข้าวชนิดนี้กินกัน พราหมณ์ และพระต่าง ๆ ข้าวชนิดนี้ต้องวรรณะกษัตริย์กิน จึงเรียกว่า "ข้าวเจ้า"
ประโยชน์ต่อร่างกาย
-เป็นอาหารร่าเริง ทำให้สมองสงบ คลายเครียด กินแล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อิ่มท้องนาน
-เพิ่มสมรรถภาพการทำงานของกระเพาะอาหาร
-ชะลอการแก่ก่อนวัย และความเสื่อม ถอยของร่างกาย
-ช่วยขับลมในร่างกาย
-สร้างเม็ดเลือด ทำให้เม็ดเลือดสมบูรณ์
-ป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบ
-ป้องกันปัญหาวุ้นนัยน์ตาเสื่อม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของข้าว
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของข้าว แบ่งออกได้เป็น 6 ส่วนดังต่อไปนี้
1. ราก รากของต้นข้าวจัดเป็นรากประเภท fibrous root ซึ่งประกอบไปด้วย rootlets และ root hairs โดยปกติรากข้าวจะหยั่งลึกลงไปในดินประมาณ 6-18 นิ้ว ทำหน้าที่หาอาหารและพยุงลำต้น หากรากชุดนี้ได้รับความเสียหายมากหรือเกิดสภาพของดินไม่เหมาะสม ก็จะมีรากเจริญออกจากข้อเหนือดิน
2. ลำต้น ลำต้นข้าวประกอบไปด้วยข้อ ระหว่างข้อจะเป็นปล้อง
ลำต้นของข้าวเป็นรูปทรงกระบอกและเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วภายในของปล้องจะกลวง
3. ใบ ใบข้าว มีลักษณะแผ่นบางแคบ และยาว มีกำเนิดจากข้อในทิศทางสลับกัน ตรงกันข้ามใบประกอบด้วย 2 ส่วน คือกาบใบและตัวใบ
4. รวง รวงเข้า คือ ช่อดอก ของข้าว เกิดขึ้นที่ปล้องสุดท้าย ระยะตั้งแต่ข้อของปล้องสุดท้ายลงมาจนถึงกาบของใบธง เรียกว่า คอรวง
5. ดอก ดอกข้าว เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ลักษณะดอกประกอบด้วยเปลือกนอก 2 แผ่น (ที่เรียกว่า แกลบ ซึ่งก็คือ ใบประดับหรือ bract ที่เปลี่ยนรูปมานั่นเอง)
6. เมล็ดข้าว คือ เอ็นโดสเปิร์มเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงต้นอ่อนในขณะที่เมล็ดข้าวเริ่มงอก เอ็นโดสเปิร์มดังกล่าว ก็คือส่วนที่เรามาบริโภคนั่นเอง
7. คัพภะ คือส่วนที่เรียกว่าจมูกข้าว เป็นตำแหน่งรวมของส่วนที่จะงอกเป็นต้นข้าวต้นใหม่
การเจริญเติบโตของข้าว
ข้าวที่ปลูกเป็นการค้าทั่วไปจะมีชีพจักรประมาณ 3 ถึง 6 เดือน ( 90-180 วัน) นับจากเริ่มงอกจนถึงสุกแก่เก็บเกี่ยว อายุของข้าวจะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพแวดล้อมในขณะปลูก ชีพจักรของข้าว 1 รอบแบ่งออกเป็น 2 ช่วงการเจริญเติบโตคือ ระยะ vegetative และระยะ reproductive ระยะ reproductive แบ่งย่อยออกเป็น ก่อนออกรวงและ หลังออกรวง หรือเรียกว่าระยะสุกแก่ การประเมินผลผลิตหรือองค์ประกอบผลผลิต ว่ามีแนวโน้มจะได้ผลผลิตเท่าใด จะทำได้ตั้งแต่ในระยะก่อนออกรวง การวัดผลผลิตสุดท้ายเป็นการวัดปริมาณแป้งที่มีอยู่ในเมล็ดซึ่งหมายถึงปริมาณเมล็ดดีหรือเมล็ดเต็มของข้าวจะประมาณการได้ในระยะหลังออกรวง ในด้านการเกษตรจะแบ่งการเติบโตของข้าวออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเติบโตทางลำต้นและใบ ระยะสืบพันธุ์ ระยะสุกแก่ ระยะ vegetative นับจากเริ่มงอกจนถึงเริ่มสร้างรวงอ่อน ระยะ reproductive นับจากเริ่มสร้างรวงอ่อนจนถึงออกดอก ระยะ ripening นับจากออกดอกหรือวันที่รวงโผล่พ้นใบธงจนถึงสุกแก่ ข้าวที่มีอายุประมาณ 120 วัน เมื่อปลูกในเขตร้อน ระยะ reproductive จะใช้เวลาประมาณ 35 วัน ระยะ ripening จะใช้เวลาประมาณ 30 – 35 วัน ทั้ง 2 ระยะนี้ มีระยะเวลาที่แน่นอน แม้จะมีการศึกษาพบว่าอุณหภูมิจะมีผลทำให้ใช้เวลายาวขึ้นหรือสั้นลง ระยะเวลาที่ยาวที่สุดของระยะสุกแก่จะไม่เกิน 60 วัน
การแบ่งประเภทของข้าว
1. แบ่งประเภทของข้าวออกได้ตามการบริโภค หรือชนิดของแป้งและตามลักษณะการเจริญเติบโต ตามการบริโภคหรือชนิดของแป้งนั้นเราแบ่งข้าวออกเป็น
1.1) ข้าวเหนียว เมล็ดข้าวสารจะมีสีขาวขุ่น เมื่อนึ่งแล้วจะได้ข้าวสุกที่จับตัวติดกันเหนียวแน่นและมีลักษณะใส
1.2) ข้าวเจ้า เมล็ดข้าวสารจะมีสีขาวใส เมื่อหุงหรือนึ่งสุกแล้ว ข้าวสุกมีสีขาวขุ่นและร่วน
2. แบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยว
ข้าวเบา เป็นพันธุ์ข้าวที่แก่เก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าพันธุ์อื่น ๆ ในท้องที่เดี่ยวกัน หากเป็นพันธุ์ข้าวที่ไวต่อช่วงแสง จะสุกเก็บเกี่ยวได้ก่อนกลางเดือนพฤศจิกายน
ข้าวกลาง เป็นพันธุ์ข้าวที่สุกเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ช่วงหลังของเดือนพฤศจิกายน จนถึงกลางเดือนธันวาคม
ข้าวหนัก เป็นพันธุ์ข้าวที่สุกเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ครึ่งหลังของเดือนธันวาคมเป็นต้นไป ส่วนมากจะเก็บเกี่ยวได้หมดทุกพันธุ์เมื่อถึงช่วงกลางของเดือนมกราคม
แบ่งตามลักษณะพื้นที่การปลูก
ข้าวไร่ (Upland Rice) เป็นพันธุ์ข้าวพวกนี้จะสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในที่ ๆ ไม่ต้องมีน้ำขัง พันธุ์ข้าวพวกนี้ส่วนใหญ่ปลูกตามที่ดอน เชิงเขา ที่ราบสูง และในแปลงพืชไร่
ข้าวนาสวน (Lowland Rice) ได้แก่พันธุ์ที่สามารถปลูกได้ทั้งในที่ดอนไม่มีน้ำขัง เช่นเดียวกับข้าวไร่ แต่ต้องมีความชื้นในดินสูง สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตสูงในที่มีน้ำขังตลอดฤดูปลูก
การแบ่งตามฤดูกาล
แบ่งได้ เป็น 2 พวก คือ
-ข้าวนาปี หรือข้าวไวต่อช่วงแสง คือพันธุ์ข้าวที่ต้องการช่วงแสงสั้นส่วนใหญ่จะสั้นกว่า 12 ชั่วโมง
-ข้าวนาปรัง ข้าวนอกฤดูหรือพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง คือพันธุ์ข้าวที่สามารถปลูกได้ตลอดปีไม่ว่าจะปลูกเดือนไหน